กฏหมายและพ.ร.บ. เกี่ยวกับฟิล์มกรองแสง ติด ฟิล์มกรองแสง จะถูกตำรวจจับรึปล่าว???
ปี2550 มีกิจกรรมหลายอย่างที่เกิดขึ้น

         ในอุตสาหกรรมยานยนต์บ้านเรา กลุ่มที่ดูโดดเด่นและมีความคึกคักมากที่สุด เห็นจะเป็นในกลุ่มเซ็กเมนท์ของรถปิกอัพ เพราะตั้งแต่ต้นปีเราจะเห็นรถในกลุ่มนี้มีความเคลื่อนไหวตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการใส่เครื่องยนต์ให้มีขนาดใหญ่ขึ้น เพื่อให้ได้มาตรฐานยูโร ทู รวมไปถึงการเปิดตัวรถใหม่ โดยเฉพาะในช่วงปลายปี เราจะเห็นผู้ผลิตรถยนต์เกือบทุกค่ายเปิดตัวรถในกลุ่มพีพีวีกันอย่างคึกคัก
          นอกจากความเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เป็นของผู้ผลิตโดยตรงเองแล้ว สิ่งที่น่าสนใจและมีความสำคัญไม่แพ้กันก็คือ ในส่วนของภาครัฐ ที่มีบทบาทและถือเป็นผู้กำหนดนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมามีหลายโครงการที่ถูกกำหนดโดยรัฐบาล และมีผลบังคับใช้และดำเนินการเสร็จสิ้นไปแล้ว แต่บางโครงการก็ยังคงค้างคาไปถึงปีหน้า ซึ่งระเบียบที่ค้างคากันมาและถูกกล่าวขานถึงมากที่สุดในรอบปี คือ "ฟิล์มกรองแสง" ซึ่งเป็นเรื่องที่ผ่อนผันมานานถึง 5 ปี ความจริงแล้วฟิล์มกรองแสงติดรถยนต์นั้น มีผลบังคับมาตั้งแต่ปี 2538 และผ่อนผันมานาน 5 ปี โดยล่าสุดที่จะต้องมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการก็คือ วันที่ 1 มิถุนายน 2543 แต่แล้วก็เป็นอันต้องเป็นโรคเลื่อนอีกครั้ง
สำหรับเจตนารมณ์ของการบังคับใช้ฟิล์มกรองแสงนั้น เกิดขึ้นเพราะแนวคิดของกรมตำรวจ ในอันที่จะป้องกันอาชญากรรมและหวังจะกำจัดบรรดาอาชญากรที่ใช้รถยนต์เป็นพาหนะ โดยอ้างว่าฟิล์มที่ติดกัน สีดำมืดนั้น เป็นเจตนาที่จะพรางเรื่องภายในรถ ไม่ให้คนภายนอกมองเข้าไปเห็นได้ บวกกับเหตุผลที่อ้างกันว่า เป็นการป้องกันไม่ให้รถที่วิ่งตามหลังกัน เกิดอุบัติเหตุชนท้าย อันเนื่องมาจากไม่สามารถมองเห็นทะลุไปถึงทางหน้าได้ เพราะติดความทึบของฟิล์มกรองแสง
          สำหรับพระราชบัญญัติว่าด้วยการใช้วัสดุกรองแสงระบุว่า รถยนต์ทุกคันที่ติดตั้งฟิล์มกรองแสงที่กระจกกันลม ซึ่งเมื่อวัดการผ่านของแสงแล้ว แสงจะต้องผ่านทั้งกระจกกันลมและฟิล์มกรองแสงได้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 และการติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกกันลมด้านหน้า ให้ติดจากขอบกระจกด้านบนลงมาได้ไม่เกินร้อยละ 25 ของพื้นที่กระจกกันลม โดยรถยนต์ที่ไม่เข้าข่าย พ.ร.บ.นี้ ได้แก่ ราชยานยนต์หลวง กับรถทูตานุทูต ส่วนรถอื่นๆ กฎหมายไม่ได้ยกเว้นไว้แต่อย่างใด และถ้ารถที่ติดฟิล์มไม่ตรงกับ พ.ร.บ.ที่กำหนด จะต้องเสียค่าปรับ ที่กฎหมายกำหนดไว้ไม่เกิน 1,000 บาท "
          แต่กฎหมายฉบับนี้ก็ยังมีข้อกังขาจากหลายๆ ฝ่ายว่า เป็นกฎหมายที่ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์กับผู้บริโภคเท่าใดนัก เพราะปฏิบัติได้ยาก ควรมีการแก้ไขในบางจุด เช่น ความเป็นไปได้ของการติดฟิล์มกรองแสงที่กระจกบังลมหน้าที่กำหนดให้ติดได้เพียงร้อยละ 25 ของกระจกทั้งบาน เพราะหากกระจกบังลมหน้าเกิดแตกขึ้นมา ผู้ที่ไม่มีความชำนาญเพียงพอ จะไม่สามารถเลาะกระจกออกได้ และหากขับต่อไปโดยที่กระจกร้าวทั้งบานและไม่เลาะออก โอกาสที่กระจกจะหล่นเข้าไปใส่ตัวผู้ขับก็สูง หากมีการติดฟิล์มกรองแสง ยึดเอาไว้ทั้งแผ่นกระจก ก็จะช่วยให้ผู้ขับขี่ประคองรถไปจนถึงอู่ได้
         นอกจากนี้ยังเกิดความเหลื่อมล้ำในเรื่องของความไม่เป็นธรรม เพราะปัจจุบันรถของกรมตำรวจบางคันเอง หรือรถของบรรดานักการเมืองทั้งหลาย ยังคงติดฟิล์มกรองแสงสีดำสนิท ซึ่งถือว่าไม่เป็นธรรมกับผู้ใช้รถทั่วไป ดังนั้น ประชาชนส่วนใหญ่ยังรู้สึกว่า ผู้รักษากฎ ยังไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย แล้วจะมาบอกประชาชนให้ปฏิบัติได้อย่างไร
          นอกจากนี้ความรู้ความเข้าใจเรื่องฟิล์มในปัจจุบัน ยังไม่เหมาะสมกับการใช้กฎหมายฉบับนี้ เช่น เจ้าของรถยนต์ยังเข้าใจว่าฟิล์มที่มีสีเข้มคงเข้าข่ายผิดกฎหมาย เพราะแสงผ่านได้น้อยกว่ากฎหมายกำหนด หรือฟิล์มสีใส เป็นฟิล์มที่ถูกต้อง หรือไม่ก็ฟิล์มสีดำกันความร้อนได้ดีกว่าฟิล์มใส เป็นต้น แต่ในความเป็นจริง ฟิล์มสีเข้มบางชนิด ไม่มีคุณสมบัติในการช่วยลดความร้อนแต่อย่างใด หรือฟิล์มใสบางชนิดกันความร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ฟิล์มกรองแสง ที่ดีไม่ใช่ฟิล์มที่ช่วยลดแสงจ้าได้เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีความสามารถในการสะท้อนพลังงานความร้อนจากแสงอาทิตย์ได้ดี ทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบายในการขับขี่ รวมทั้งช่วยประหยัดพลังงาน ในการทำงานของเครื่องปรับอากาศในรถด้วย โดยทางเทคนิคฟิล์มที่มีค่า SHADING COEFFICENT (SC) ต่ำๆ นั้น มีส่วนช่วยลดพลังงานที่ใช้ในการปรับอากาศได้ และต้องเป็นฟิล์มที่มีความปลอดภัย สามารถยึดเกาะกระจกได้ ส่วนกรณีที่รถเป็นกระจกสีชา ให้เลือกฟิล์มที่มี SC ไม่เกิน 0.45 และมีค่า SOLAR ENERGY ABSORBED ไม่เกิน 45% เพื่อป้องกันการแตกกระจายของกระจก
            ผู้บริหารกรมการขนส่งทางบก กล่าวว่า ขณะนี้กฎหมาย ฟิล์มกรองแสง รถยนต์มีผลบังคับใช้แล้ว แต่จะมีการประกาศอย่างเป็นทางการในวันที่ 1 มิ.ย.2544 ในช่วงระหว่างนี้เป็นช่วงของการอนุโลมให้กับรถเก่าที่ติดฟิล์มกรองแสงผิด นำรถไปลอกฟิล์มออก ส่วนรถใหม่จะต้องทำตามระเบียบดังกล่าว ซึ่งหากรถใหม่คันใดที่ทำผิดกฎหมาย ทางกรมการขนส่งทางบกจะไม่ทำการจดทะเบียนให้ รวมไปถึงการไม่ต่อทะเบียน และในช่วงนี้ทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมถึงกรมการขนส่งทางบก ได้มีการรณรงค์เกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เพื่อให้เจ้าของรถได้ทราบถึงความเคลื่อนไหวต่างๆ ล่วงหน้าก่อนที่ กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน ทางกรมขนส่งฯ ยังได้มีการนำเรื่องฟิล์มกรองแสงนี้สอดแทรกเข้าไปกับการฝึกอบรมให้กับประชาชนที่เข้ามาสอบใบขับขี่ด้วย เพื่อให้ประชาชนเหล่านี้มีความรู้ และเมื่อซื้อรถแล้วจะได้ไม่นำรถไปติดฟิล์มที่ผิดกฎหมาย
             นอกจากนี้ ทางกรมขนส่งฯ ยังได้เตือนเจ้าของรถที่ติดฟิล์มผิดกฎหมายให้รีบนำรถเข้าไปเปลี่ยนฟิล์ม เพราะเมื่อใกล้ถึงเวลาบังคับใช้แล้ว ผู้ประกอบการหรือร้านค้าบางรายฉวยโอกาสในการขึ้นราคาฟิล์ม


อัพเดตล่าสุด 2010-07-04 09:54:29


 
   
   
     
   
   
เว็บนี้ถูกออกแบบโดยทีมงานอเมริเทคฟิล์ม ขอสงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2556 ห้ามคัดลอกข้อมูลรูปภาพ
หากนำไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
 
   
    ฟิล์ม,Ameritech Films,ฟิล์มกรองแสง อเมริเทค,ติดฟิล์มกรองแสง,ห้องติดฟิล์ม,ติดฟิล์มกรองแสง สระแก้ว,ฟิล์มติดรถ ระยอง,ฟิล์มกันร้อน ชลบุรี