การประหยัดพลังงานด้วยฟิล์มกรองแสง

                ปัจจุบันเทคโนโลยีมีความเจริญก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว การใช้เทคโนโลยี เพื่ออำนวยความสะดวกสบายในการดำรงชีวิตของเรา ต้องใช้พลังงานในการขับเคลื่อน และปัจจุบันการใช้พลังงานในประเทศไทยนั้นมีการต้องการมากขึ้น การใช้พลังงานสามารถแบ่งเป็นหลายส่วนแต่มีสองส่วนที่มีผลกระทบโดยตรงกับคนทั่วไป คือการใช้น้ำมัน และการใช้ไฟฟ้า

 

จากข้อมูลจะเห็นได้ว่าการใช้พลังงานทั้งสองส่วนมีแต่จะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็หมายความว่าค่าใช้จ่ายก็จะเพิ่มมากขึ้นไปด้วย ทั้งค่าน้ำมันรถยนต์ที่เราใช้ในการเดินทาง ค่าไฟฟ้าที่ใช้สำหรับที่อยู่อาศัย หรืออาคารสำนักงาน จากทั้งสองทางนี้เราสามารถประหยัดพลังงานได้ ซึ่งจำนำเสนอการประหยัดพลังงานด้วยฟิล์มกรองแสง

เกี่ยวกับการประหยัดพลังงาน

                การประหยัดพลังงานเป็นกระบวนการลดค่าใช้จ่ายในการใช้พลังงานมากกว่าที่จะลดการใช้พลังงานนั้นก็หมายความว่าจะต้องมีวิธีการที่ทำให้ค่าใช้จ่ายพลังงานลดลง โดยอาจจะไม่ต้องลดการใช้พลังงาน เพราะหลักการประหยัดพลังงานที่ดีนั้น จะต้องไม่ทำให้ผลผลิตเสียหาย และรักษาความสบายของผู้ใช้ให้อยู่ในระดับมาตราฐาน (Energy Optimization) ซึ่งคำว่าระดับมาตรฐานนั้นหมายถึงระดับที่ใช้เป็นเกณฑ์ที่ยอมรับกับโดยทั่วไปว่าเหมาะสมดังตัวอย่างของการใช้เครื่องปรับอากาศในอาคารสำนักงาน ถ้าเราตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศไว้ที่ 22๐C จะทำให้ผู้ใช้รู้สึกสบาย แต่เป็นการสิ้นเปลืองพลังงานมาก ในทางตรงกับข้าม หากเราตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศที่ 27๐C จะช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มาก แต่ทำให้ผู้ใช้รู้สึกอึดอัด และอาจมีผลต่อประสิทธิภาพในการทำงาน หรือทำให้ผลผลิตเสียหายได้ ดังนั้นควรตั้งอุณหภูมิของเครื่องปรับอากาศให้อยู่ในระดับมาตรฐานที่อุณหภูมิ 25๐C  จะเป็นระดับที่ช่วยประหยัดพลังงานได้ปานกลาง และปรับระดับความสบายของผู้ใช้งานให้อยู่ในระดับมาตรฐานอีกด้วย

ฟิล์มกรองแสงช่วยประหยัดพลังงาน ... ได้อย่างไร?

                การใช้พลังงานในอาคารและในรถยนต์นั้น จะมีสัดส่วนการใช้พลังงานของระบบต่างๆ แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับประเภทของอาคารและเครื่องยนต์รถ โดยส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายพลังงานจะถูกใช้ไปกับระบบปรับอากาศหรือการขับเคลื่อน ระบบไฟฟ้าแสงสว่าง ระบบปั๊มน้ำ ระบบลิฟท์ บันไดเลื่อย อุปกรณ์สำนักงาน รวมถึงอุปกรณ์เครื่องใช้อื่นๆ แต่สำหรับการใช้ฟิล์มกรองแสงลดความร้อนมาติดกับระบบกระจกหน้าต่างของอาคารและรถยนต์นั้น จะใช้หลักการในการลดภาระทำความเย็นของระบบปรับอากาศโดยภาระการทำความเย็นนั้น มีสาเหตุมาจากสองแหล่ง คือ

                ความร้อนจากภานนอก ซึ่งเป็นความร้อนจากดวงอาทิตย์ และระบบอากาศรวมถึงการรั่วซึมจากอากาศภายนอก

                ควมร้อนจากภายใน ซึ่งประกอบไปด้วยความร้อนจากอุปกรณ์ แสงสว่าง อุปกรณ์สำนักงาน อุปกรณ์เครื่องจักรต่างๆ รวมถึงความร้อนจากร่างกายคนด้วย

                ดังนั้นจะเห็นได้ว่าปัจจัยสำคัญในการลดภาระทำความเย็น จะต้องคำนึงถึงการลดพลังงานความร้อนจากดวงอาทิตย์ที่ส่งผ่านเข้ามาสู่ตัวอาคารหรือตัวรถยนต์เป็นอันดับแรก เนื่องจากความร้อนจากแสงอาทิตย์มีอิทธิพลต่อภาระทำความเย็นเป็นอย่างมาก ซึ่งโดยหลักของการถ่ายเทพลังงานความร้อนจากภายนอกเข้าสู้ภายในนั้น สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเทภ ดังนี้

                1 การนำความร้อนและการแผ่รังสี ผ่านผนังทึบ

                2 การแผ่รังสีความร้อน ผ่านผนังกระจก

                3 การนำความร้อน ผ่านผนังกระจก เนื่องจากความแตกต่างของอุณหภูมิภายใน และภายนอก

                4  การพาความร้อน เนื่องจากการรั่วซึมของภายนอกเข้าไปภายใน

กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการอนุรักษ์พลังงาน...

ตามมาตรา ได้กำหนดหน้าที่ให้เจ้าของโรงงานควบคุมต้องดำเนินการ คือต้องอนุรักษ์พลังงาน ตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานในโรงงาน หรืออาคารของตนให้เป็นไปตามมาตรฐาน หลักเกณฑ์ และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตามมาตรา 19 กฎกระทรวงมาตรฐานการอนุรักษ์พลังงานในอาคารควบคุม ซึ่งเป็นการกำหนดมาตรฐานในเรื่องของค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของอาคาร (OTTV, RTTV) การใช้ไฟฟ้าส่องสว่างในอาคาร และมาตรฐานการปรับอากาศในอาคาร

ในการคำนวณค่าการลดความร้อน หรือการประเมินมาตรการประหยัดพลังงานในอาคารนั้น ดัชนีที่ใช้ในการแสดงปริมาณความร้อนเฉลี่ยเข้าสู่อาคารที่มีการปรับอากาศ ได้แก่ ค่าการถ่ายเทความร้อนรวมผ่านผนังอาคาร (Overall Thermal Transfer Value หรือ OTTV) และค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของหลังคา (Roof Thermal Transfer Value หรือ RTTV) ซึ่งเป็นตัวชี้วัดเพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบกรอบอาคารต่อการถ่ายเทความร้อนโดยปัจจัยสำคัญที่ต้องพิจารณาได้แก่ระบบผนังอาคาร และระบบหลังคา

จากค่าการถ่ายเทความร้อนรวม ตามที่ปรากฎในตารางดังกล่างข้างต้นนั้น จะเห็นได้ว่าเจ้าของอาคารจะต้องอนุรักษ์พลังงาน ตรวจสอบ และวิเคราะห์การใช้พลังงานในอาคารของตน เพื่อประเมินค่า OTTV ของผนังอาคาร โดยต้องมีค่าเฉลี่ยไม่เกิน 45 วัตต์/ตร.ม. (สำหรับอาคารใหม่) และไม่เกิน 55 วัตต์/ตร.ม. (สำหรับอาคารเก่า)

                จากสูตรการคำนวณข้างต้น จะเห็นได้ว่าในการคำนวณหาค่าการถ่ายเทความร้อนรวมของผนังอาคาร (OTTV) จะต้องแยกคำนวณผนังทุกๆด้านของตัวอาคาร ขึ้นอยู่กับรูปร่างและทิศทางของตัวอาคาร ว่ามีการจัดวางตำแหน่งของอาคารอย่างไร ซึ่งหากต้องการอนุรักษ์พลังงานให้ดีที่สุดนั้น ควรคำนึงถึงรูปร่างและทิศทางอาคารที่จะทำการก่อสร้างด้วย หากสถานที่ก่อสร้างเอื้ออำนวย เนื่องจากทิศทางที่เหมาะสมควรมีรูปร่างสี่เหลี่ยนผืนผ้า โดยหันส่วนแคบของอาคารไปทางทิศตะวันออกและทิศตะวันตก เพื่อรับพลังงานรังสีแสงอาทิตย์ให้น้อยที่สุดจะมีค่า OTTV ต่ำ และควรให้มีพื้นที่กระจกน้อยที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งทิศตะวันตก ตะวันออก และทิศใต้ กระจกที่สามารถกันความร้อนได้ดีที่สุด ยังด้อยกว่าผนังทึบที่ก่ออิฐฉาบปูนธรรมดา เนื่องจากมีความร้อนผ่านกระจกโดยการแผ่รังสีความร้อนค่อนข้างมาก เมื่อเปรียบเทียบกับผนังทึบ

                แต่อย่างไรก็ตามพื้นที่ก่อสร้างอาจไม่อำนวยให้สามารถเลือกทิศทางได้ตามต้องการ และอาคารจำเป็นต้องมีกระจกเป็นส่วนประกอบทั้งนี้เพื่อความโปร่ง และเพื่อความสวยงามของตัวอาคาร ดังนั้นการลดค่า OTTV จึงจำเป็นจะต้องปรับปรุงที่ตัวอาคาร ด้วยการติดฟิล์มกรองแสงกัลระบบผนังกระจกเพื่อช่วยลดภาระทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศ ก็จะสามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายพลังงานได้

เกร็ดที่น่าสนใจเกี่ยวกับประเภทของกระจกกับคุณสมบัติการลดความร้อน

                ในบางอาคารอาจจะเลือกใช้กระจกที่มีคุณสมบัติในการกันความร้อนได้ดีแทนกระจกใสธรรมดา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการแบ่งประเภทของกระจกนั้นสามารถแบ่งได้ตามลักษณะโครงสร้าง ได้ดังนี้

                1.กระจกใส และกระจกสีชา (Float Glass) เป็นกระจกธรรมดาทีใช้กันโดยทั่วไป ไม่มีคุณสมบัติในการดูดกลืน หรือสะท้อนความร้อน แต่กระจกชาอาจสามารถลดความเข้มของแสงสว่างที่ส่องผ่านได้บ้างเท่านั้น แต่ไม่สามารถลดความร้อนได้ดี
                2.กระจกดูดซึมความร้อน (Heat Absorbing Glass) มีคุณสมบัติดูดกลืนความร้อนได้ดี แต่ผิวกระจกจะมีอุณหภูมิสูง และถ้ามีการดูดซับความร้อนมาก ความร้อนก็จะแผ่กระจายเข้าอาคารได้
                3.กระจกสะท้อนความร้อน (Heat Reflected Glass) มีลักษณะคล้ายกระจกเงาสะท้อนรังสีแสงอาทิตย์มากกว่าการดูดกลืน แต่อุณหภูมิที่ผิวกระจกจะสูง
                4.กระจก 2 ชั้น (Double Low-E Glass) จะมีแผ่นฟิล์มระหว่างช่องว่างของกระจก จะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนระหว่างกระจกชั้นนอกกับชั้นใน

 

       

   
   
     
   
   
เว็บนี้ถูกออกแบบโดยทีมงานอเมริเทคฟิล์ม ขอสงวนสิทธิ์ ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ.2556 ห้ามคัดลอกข้อมูลรูปภาพ
หากนำไปใช้ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษร จะถูกดำเนินคดี ตามที่กฏหมายบัญญัติไว้สูงสุด
 
   
    ฟิล์ม,Ameritech Films,ฟิล์มกรองแสง อเมริเทค,ติดฟิล์มกรองแสง,ห้องติดฟิล์ม,ติดฟิล์มกรองแสง สระแก้ว,ฟิล์มติดรถ ระยอง,ฟิล์มกันร้อน ชลบุรี